Thursday, August 6, 2015

วิจัยฝักมะรุมป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่รักษามะเร็งไม่ชัด-อย่าหลงเชื่อขายออนไลน์


 เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล นางชนิพรรณ บุตรยี่ รองผอ.สถาบันโภชนาการ ร่วมกับ น.ส.ศิริพร ตันติโพธิ์พิพัฒน์ นักวิจัยสถาบันโภชนาการ มหิดล ร่วมแถลงข่าว “มะรุมกับมะเร็งลำไส้ใหญ่”


 นางชนิพรรณ กล่าวว่า สถาบันโภชนาการร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศึกษาตัวฝักมะรุม เพื่อศึกษาคุณสมบัติในการป้องกันและต้านภาวการณ์อักเสบของมะเร็งลำไส้ ที่สนใจตัวนี้ เพราะคนนิยมรับประทานมะรุม และประสิทธิภาพที่เชื่อว่ารักษามะเร็งลำไส้ ซึ่งพบมากเป็นอันดับ 2 ของคนไทย

 อีกทั้งสาเหตุหนึ่งมาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม อย่างนิยมกินพวกเนื้อแดง หรือผลิตภัณฑ์อาหารพวกไส้กรอก แฮมมากๆ ก็อาจเสี่ยงก่อมะเร็งได้ ดังนั้น การศึกษาประสิทธิภาพของฝักมะรุม จึงเป็นทางเลือกหนึ่ง และยังนำมาประกอบอาหารง่ายกว่าพวกใบ ที่นิยมอบแห้งและนำไปทำแคปซูล

 นางชนิพรรณ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการแชร์ข้อมูลผ่านโลกออนไลน์ต้องระวังกันมากขึ้น เนื่องจากมีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารรักษาโรค รวมไปถึงผักผลไม้ต่างๆ บ้างก็ระบุว่ารักษาโรคมะเร็ง โรคเรื้อรังต่างๆได้ ซึ่งตรงนี้ต้องระวัง เพราะหากไม่มีงานวิจัยใดยืนยันอาจเสี่ยงอันตราย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา คนนิยมหันมากินมะรุม เพราะมีการแชร์ข้อมูลว่ารักษามะเร็งลำไส้ได้ ขณะเดียวกันมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมะรุมในรูปแคปซูล ซึ่งเกิดคำถามว่ากินมากๆ จะเกิดอันตรายหรือไม่

 ทั้งนี้ มะรุม เป็นพืชที่พบได้ทั่วไป อย่างประเทศไทยก็พบได้แม้จะเป็นช่วงฤดูหนาว ปลูกง่าย มีคุณค่าทางโภชนการ มีโปรตีน มีกรดไขมันต่างๆสูง คือ มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่เรียกว่า โอเมก้า 9 ในปริมาณสูง มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

 “ทีมวิจัยได้ทดสอบในหนูทดลอง โดยให้กินมะรุมที่ผสมในอาหารปกติในปริมาณเทียบเท่ากับคน คือ 2 กรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน ยกตัวอย่างหากคนน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัมก็เท่ากับกินมะรุมประมาณ 120 กรัม หรือ 1 ขีดกว่าๆ ซึ่งน้อยมาก โดยนำมะรุมมาผสมอาหารให้หนูกิน ในปริมาณความเข้มข้นของมะรุมแตกต่างกันไป ตั้งแต่ 1.5 % 3% และ 6% โดยให้หนูทดลองอาการปกติ และหนูทดลองที่มีเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ผลการศึกษา พบว่ารูปแบบที่ 1 ในเรื่องการศึกษาความปลอดภัยในการบริโภคนั้น หนูทดลองอายุน้อยที่กินฝักมะรุมต้มเป็นเวลา 5 สัปดาห์ และหนูทดลองอายุมากกินเป็นเวลา 15 สัปดาห์ในปริมาณที่แตกต่างกัน 3 ระดับนั้น ไม่มีผลต่อการส่งเสริมให้เกิดพยาธิการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้” นางชนิพรรณ กล่าว

 นางชนิพรรณ กล่าวอีกว่า รูปแบบที่ 2 ศึกษาการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ พบว่าหนูทดลองกินมะรุมต้มผสมอาหารเป็นเวลา 5 สัปดาห์สามารถลดความรุนแรงของพยาธิสภาพของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แม้จะกินในปริมาณมากก็ไม่ส่งผลใดๆ ขณะที่รูปแบบที่ 3 ศึกษาการบรรเทาอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ หนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งเมื่อกินฝักมะรุมต้มเป็นเวลา 15 สัปดาห์ แบ่งเป็นปริมาณมะรุม 3 ขนาดพบว่า สามารถลดเซลล์มะเร็งได้ แต่มะรุมที่มีปริมาณต่ำกลับให้ผลดีกว่าการให้ผงฝักมะรุมต้มในปริมาณสูง

 สรุปคือการกินฝักมะรุมต้มในแง่ของการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น สามารถทำได้ ไม่ก่อผลใดๆ แต่หากกินเพื่อการรักษาโรคมะเร็งต้องระวังปริมาณ เนื่องจากเซลล์ไม่ลดลงเลย และไม่มั่นใจว่าจะเกิดผลเสียอย่างไร ดังนั้น ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ควรกินปริมาณน้อยๆ ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันที่ทำการรักษาด้วย

 น.ส.ศิริพร ตันติโพธิ์พิพัฒน์ นักวิจัยสถาบันฯ กล่าวว่า จริงๆแล้วได้ศึกษาพืชผักหลายชนิด แต่จากการคัดเลือกพบว่ามะรุมมีประสิทธิภาพในอันดับต้นๆ โดยพิจารณาเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นเซลล์ที่ตอบสนองการอักเสบต่างๆ โดยเมื่อเกิดการอักเสบขึ้น ทางทีมวิจัยได้สกัดสารในพืชผัก 10 ชนิดเพื่อดูประสิทธิภาพว่าลดการอักเสบได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งศึกษาในพืชผัก 10 ชนิด มีฝักมะรุม ผักชีฝรั่ง ชะอม สะตอ มะระจีน ฝักทอง บวบเหลี่ยม บวบ ถั่วพู และมะเขือยาว โดยพบว่า ฝักมะรุม และผักชีฝรั่ง มีฤทธิ์ดีที่สุด

 “การรับประทานเป็นอาหาร ไม่น่ากังวล กินมากอย่างไรก็จะถูกจำกัดด้วยความอิ่มอยู่แล้ว ดังนั้น จะไม่ทำให้ได้รับปริมาณมากเกินไป แต่ที่กังวลคือ การไปกินพวกผลิตภัณฑ์แคปซูลต่างๆ ตรงนี้จะทำให้ไม่สามารถปริมาณที่เหมาะสม กินมากจะส่งผลต่อการทำงานของตับ ยิ่งในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ยิ่งต้องระวัง ควรปรึกษาแพทย์ที่รักษาด้วยดีที่สุด และไม่ควรเชื่อข้อมูลในไลน์ ในเฟซบุ๊ก ทั้งๆที่ไม่มีงานวิจัยใดรองรับเลย หลายคนเชื่อจนไม่กินยา ไม่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งไม่ถูกต้อง และเสี่ยงอันตราย เพราะขาดโอกาสการรักษาให้หายขาดได้” น.ส.ศิริพร กล่าว

ที่มา ข่าวสด


0 comments:

Post a Comment

กด Like เพื่อร่วมติดตามข่าวใหม่ๆก่อนใคร

Advertisement

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด

Flag Counter

Powered by Blogger.

กด Like = 1 กำลังใจ
กดพื้นที่ว่างหรือกากบาทด้านล่างเพื่ออ่านข่าว

Powered By | Blog Gadgets