Showing posts with label ข่าวทั่วไทย. Show all posts
Showing posts with label ข่าวทั่วไทย. Show all posts

Monday, December 12, 2016

สลดทารกกะโหลกแตก!! พนง.ฉีกถุงแยกขยะ เปิดออกมาช็อกเจอศพเด็ก ทิ้งอยู่ในถัง


เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 13 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่เก็บขยะของเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราว่า พบศพทารกเพศชาย วัยประมาณ 5 เดือน ถูกนำมาทิ้งในถังขยะ บริเวณหน้าอู่รถบัสของบริษัทประดิษฐ์รุ่งเรือง ถ.ศุขประยูร ต.หน้าเมือง อ.เมืองฉะเชิงเทรา หลังรับแจ้งเหตุแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทราได้รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ พบศพทารกเพศชายอยู่ภายในถุงดำ บนรถขยะของเทศบาลเมืองเชิงเทรา


จากการสอบถามนายสายัณห์ คันต่าย อายุ 56 ปี พนักงานเก็บขยะหลังรถ ทราบว่า ได้นำขยะจากในถังขึ้นมาไว้ท้ายรถ จากนั้นก็จะฉีกถุงขยะเพื่อแยกพลาสติก ปรากฏว่าต้องตกใจเมื่อพบศพของทารกภายในถุง จึงแจ้งให้นายสมพิศ สอดแสง อายุ 54 ปี เจ้าหน้าที่ขับรถเก็บขยะของเทศบาลทราบ เพื่อประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบ


จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า ศพทารกที่พบมีลักษณะสมบูรณ์ ร่างกายมีแขนขาและเล็บมือเล็บเท้าที่สมบูรณ์ แต่น่าจะถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต เพราะที่บริเวณศีรษะกระดูกกะโหลกบริเวณหน้าผากมีลักษณะแตกและยุบลงไป ที่บริเวณแผ่นหลังมีลักษณะเขียวช้ำอมแดง ซึ่งคาดว่าแม่หรือคนใจร้ายอาจทำร้ายลูกตนเองจนเสียชีวิต ก่อนนำศพใส่ถุงดำมาโยนทิ้งลงถังขยะ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เร่งตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดที่อยู่บริเวณนั้น เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ที่มา ข่าวสด


Tuesday, December 6, 2016

กระบะสุดสยอง!! หลังคาเปิดเสยยับรถบรรทุกไก่ จนท.งัดศพสองหนุ่ม-ถึงกับผงะร่างหัวขาด


เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 7 ธ.ค. ร.ต.อ.บัญชา ชอบธรรม รองสารวัตร สอบสวน สภ.พัฒนานิคม ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ.พัฒนานิคมว่า ได้เกิดอุบัติเหตรถชนกันที่ ถนนสายลพบุรี-หล่มสัก หลักกิโลเมตรที่ 31-32 ในที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตติดคาซากรถ จำนวน 2 ศพ รองสารวัตรสอบสวน จึงได้ประสานอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ


พบเป็นจุดกลับรถบ้านดีลัง-วังเพลิง พบรถยนต์กระบะยี่ห้อ อีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน ฒท-102 กรุงเทพมหานคร ชนท้ายรถบรรทุกหกล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน 81-0925 ปทุมธานี ในสภาพด้านหน้ารถพังยับเยินจากแรงกระแทก ภายในรถพบศพผู้เสียชีวิตติดคาซากรถอยู่ 2 ราย เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้ใช้เครื่องตัดถ่างนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้ในเวลาต่อมา สภาพศพสยดสยอง ศีรษะหายทั้งสองราย


จากการสอบสวนของรองสารวัตรสอบสวน ทราบว่า รถบรรทุกไก่ได้ออกมาจากบริษัท และได้เบรกกะทันหันเพื่อจะกลับรถ โดยไม่ทันระวังว่ามีรถกระบะขับตามหลังมาอย่างกระชั้นชิดและขับมาด้วยความเร็วสูงเพื่อมุ่งหน้าไปทางจังหวัดเพชรบูรณ์ ทำให้ชนท้ายรถบรรทุกไก่อย่างจัง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตสุดสลดดังกล่าว ทราบชื่อผู้เสียชีวิตในเวลาต่อมา คือ นายภาคิน ตราเงิน อายุ 47 ปี และ นายณัฐกร วันละ อายุ 22 ปี

รองสารวัตรสอบสวน ได้ควบคุมตัวคนขับรถบรรทุกไก่ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.พัฒนานิคม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป สำหรับศพผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย นำเก็บไว้ที่ รพ.พัฒนานิคม เพื่อแจ้งญาติให้นำกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป

ที่มา ข่าวสด


ภาพหลุดสมภารวัดดังขอนแก่น แต่งฆราวาส-กอดจูบสีกา ล่าสุดยอมสึก-ขนทรัพย์สินหายไร้วี่แวว


เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวเน็ตขอนแก่นต่างพากันแชร์ภาพพระครูโอภาสธรรมวิภัช (นายสมหวัง คุณธมโม) อายุ 54 ปี เจ้าอาวาสวัดศรีสว่างโนนทัน อ.เมืองขอนแก่น คู่กับหญิงสาวคนหนึ่งอายุประมาณ 30 – 40 ปี ไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าภาพดังกล่าวคือพระครูโอภาสธรรมวิภัช ได้แต่งตัวเป็นฆราวาส สวมหมวก และมีการถ่ายภาพคู่


ผู้สื่อข่าวจึงรีบไปตรวจสอบ ที่วัดศรีสว่างโนนทันทันที โดยพบว่าชาวบ้านจำนวนมากต่างยังคงพากันจับกลุ่มพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งยังคงมีการนำภาพหลุดของเจ้าอาวาส มาแสดงให้กับผู้สื่อข่าวดูและยืนยันว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันจริง


นายเรือง สุระเสียง อายุ 75 ปี ไวยาวัจกรณ์ของวัดศรีสว่างโนนทัน กล่าวว่า ภาพที่ปรากฏเป็นภาพของพระครูโอภาสธรรมวิภัช ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีสว่างโนนทัน ซึ่งเมื่อช่วงเช้าของเมื่อวานที่ผ่านมา (5 ธ.ค.) พระลูกวัด รวมไปถึงคณะกรรมการวัดและคนในชุมชนบ้านโนนทัน ได้นำภาพดังกล่าวเข้าสอบถามถึงข้อเท็จจริง ซึ่งพระครูโอภาสธรรมวิภัชยอมรับด้วยตนเองว่าเป็นภาพจริงและเป็นเหตุการณ์จริง

นายเรืองกล่าวว่า คณะกรรมการวัดจึงให้เจ้าอาวาสรับผิดชอบโดยลาสิกขาบท โดยนิมนต์พระเทพกิตติรังสี ที่ปรึกษาเจ้าอาวาสวัดธาตุพระอารามหลวง ทำพิธีดังกล่าว จากนั้นอดีตเจ้าอาวาสได้มาเก็บทรัพย์สอนและสิ่งของต่างๆ โดยเฉพาะเงินสดที่เก็บอยู่ภายใสวนกุฎิจำนวนหนึ่ง โทรทัศน์ 1 เครื่อง ก่อนที่จะขับรถยนต์เก๋งส่วนตัว ออกจากวัดศรีสว่างโนนทันไปโดยไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใด

“ ในช่วงที่คณะกรรมการวัดและพระลูกวัด ได้ให้อดีตเจ้าอาวาสชี้แจงนั้น ท่านยอมรับทุกข้อกล่าวหาพร้อมระบุว่าหญิงสาวคนดังกล่าวที่ปรากฎในภาพได้มาทำบุญที่วัดนานถึง 1 ปี และช่วงหลังออกพรรษาได้ออกจากวัดไป 3 – 4 คืน ก่อนจะมีภาพข่าวดังกล่าวปรากฏออกมา ทั้งรูปถ่ายคู่กับหญิงสาว และเดินทางไปร่วมงานแต่ง ที่ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น”

นายเรือง กล่าวต่ออีกว่า เรื่องที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ทุกคนนั้นรับไม่ได้ เพราะส่งผลต่อชื่อเสียงของวัดและความเลื่อมใสศรัทธาในวงการพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะวัดศรีสว่างโนนทัน เป็นวัดที่มีชื่อเสียงของจังหวัด มีญาติโยมมาทำบุญและประกอบพิธีทางศาสนา หรือกิจกรรมทางศาสนามาโดยตลอด อีกทั้งอดีตเจ้าอาวาส นั้น เป็นพระนักพัฒนา และเป็นพระอยู่ในพระธรรมวินัยมาโดยตลอด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผิดกิจของสงฆ์อย่างชัดเจน ทำให้ต้องลาสิกขาบทเป็นฆราวาส ส่วนการปกครองของวัดดังกล่าวแห่งนี้และการประกอบพิธีทางศาสนกิจต่างๆยังคงดำเนินการไปตามปกติ โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ขอนแก่น เข้ามาตรวจสอบและดำเนินงานให้ถูกหลักและระเบียบต่างๆต่อไป

ที่มา ข่าวสด


Monday, December 5, 2016

พระเอก‘หมาก-ปริญ’ เผยเหตุการณ์วันตื้บลูกชายนายพล หลังให้ปากคำตำรวจนานกว่า 3 ชม.


เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 5 ธ.ค. พระเอกชื่อดัง หมาก-ปริญ สุภารัตน์ ได้เดินทางมาถึงที่ สภ.ช้างเผือก เชียงใหม่ และได้เดินขึ้นไปชั้นสองของโรงพัก เพื่อให้ปากคำในฐานะพยานผู้อยู่ในเหตุการณ์ คดีทำร้ายลูกชายนายพล ตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน โดยมี พ.ต.อ.ธีระพล อินทรลิบ รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ เป็นผู้สอบปากคำด้วยตนเอง โดยการสอบปากคำใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าจึงแล้วเสร็จ เมื่อเวลาประมาณ 19.50 น.


พระเอกหนุ่ม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้เนื่องจากมีหมายเรียกตนไปที่บ้านที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อตนรู้ ตนจึงต้องรีบมา เพื่อที่จะให้ปากคำที่เราทราบว่าเรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็ได้รายงานให้ทางตำรวจได้รับทราบทุกอย่าง โดยตนได้ให้ปากคำทุกอย่าง บอกสิ่งที่ตนรู้ทุกอย่าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนั้นได้ไปเข้าห้องน้ำจริงหรือไม่ หมาก เปิดเผยว่า “ผมเข้าห้องน้ำจริงครับ แต่ไม่เห็นตอนทำร้ายกัน ซึ่งผมได้ให้ปากคำไปหมดทุกอย่างที่ผมทราบ หากพนักงานสอบสวนเรียกตัวผมมาสอบปากคำเพิ่มเติมอีก ผมก็ยินดี ให้ความร่วมมือเต็มที่”

ส่วนเพื่อนดาราคนอื่นจะมาให้ปากคำตำรวจด้วยหรือไม่นั้น หมาก ตอบว่า ไม่ทราบในส่วนของคนอื่น อย่างไรก็ตามวันนี้ตนก็จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เลย ในเวลา 20.45 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อพระเอกหนุ่ม เดินออกมาหลังสอบปากคำแล้วเสร็จ ก็มีประชาชนมาขอถ่ายภาพด้วย พระเอกหนุ่มก็ถ่ายด้วยแบบเป็นกันเอง และได้ออกมาที่ด้านนอกโรงพัก จากนั้น พระเอกหมากได้เงยหน้าขึ้นดูท้องฟ้า และได้พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “อากาศดีจัง” จากนั้นก็ขึ้นรถออกไป

ที่มา ข่าวสด


อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า


ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในวันเดียวกันนี้ทางทำเนียบรัฐบาลได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประดิษฐานด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า


โดยประดับครุฑพ่าห์อยู่เบื้องล่างพระบรมฉายาลักษณ์ เหนืออักษรข้อความทรงพระเจริญ พร้อมวางพานพุ่มเงินพานพุ่มทองเพื่อถวายราชสักการะ นอกจากนี้ที่บริเวณรั้วด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล และด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้าได้มีการประดับประดา ตกแต่งด้วยดอกดาวเรืองสีเหลือง ที่เป็นสีประจำวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทั้งนี้ การประดับประดาด้วยดอกดาวเรืองนั้นมีความสวยงาม ทำให้ข้าราชการหน่วยงานภายในทำเนียบรัฐบาล ต่างพากันมาถ่ายภาพเพื่อเก็บความสวยงามนี้ไว้

ขณะที่ทำเนียบรัฐบาลได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชประดิษฐานที่หน้าตึกสันติไมตรี ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก พร้อมประดับพานพุ่มดอกไม้และเครื่องทองน้อยเป็นราชศักดิ์การะ

ที่มา ข่าวสด


สองสาววัยรุ่นโดนมอมเหล้าข่มขืนพาทิ้งซอยเปลี่ยว เร่งตามตัวกลุ่มบิ๊กไบก์ผู้ต้องหา


เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 6 ธันวาคม 2559 ร.ต.อ.อนุพงษ์ พ่วงพี่ รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีผู้หญิงวัยรุ่นจำนวน 2 คน ถูกคนร้ายมอมเหล้าแล้วรุมโทรมข่มขืนกระทำชำเราก่อนนำมาทิ้งไว้ที่บริเวณกลางซอย 10 สุขุมวิทพัทยา ม.5 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงนำกำลังนำกำลังชุดสืบสวน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์เมืองพัทยา รุดตรวจสอบ


ที่เกิดเหตุพบชาวบ้านกำลังช่วยเหลือ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี และ น.ส.บี (นามสมุติ) อายุ 14 ปี โดย น.ส.เอ อยู่ในอาการชักเกร็งและตาค้าง ส่วน น.ส.บี นอนหมดสติอยู่ เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ จึงปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนเคลื่อนย้ายนำส่ง รพ.บางละมุง

สอบถาม นายราเชน ไชยรัตน์ อายุ 25 ปี ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีน้องสาววิ่งเข้ามาบอกว่ามีผู้หญิงวัยรุ่นจำนวน 2 คน โดยคนแรกยืนคุยกับต้นมะม่วง ส่วนอีกคนนอนหมดสติอยู่กับพื้น จึงรีบเข้าไปตรวจสอบและช่วยเหลือ พร้อมกับสอบถามเหตุการณ์ว่าเป็นมาอย่างไร ทราบว่าทั้งคู่ถูกผู้ชายจำนวน 6 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ลักษณะบิ๊กไบค์คล้ายกัน 3 คัน พาไปดื่มเหล้ากันบริเวณริมหาดกระทิงลาย

หลังจากนั้นเริ่มมีอาการเมามาย ชายวัยรุ่นทั้งหมดได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา ก่อนจะนำมาปล่อยทิ้งไว้บริเวณจุดเกิดเหตุ ระหว่างนั้นได้มีชายวัยรุ่นจำนวน 6 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ ซึ่งลักษณะคล้ายกับตามที่ผู้เสียหายเล่าให้ฟัง ได้นำโทรศัพท์มือถือละกระเป๋าเครื่องสำอางมาคืนผู้เสียหาย ก่อนจะพากันขับรถออกไป ภายหลังเมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงแจ้งตำรวจมาตรวจสอบดังกล่าว

เบื้องต้น ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ยังไม่สามารถให้การได้อย่างละเอียดมากนัก เนื่องจากอยู่ในอาการเมามายและสับสน อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ติดตามตัวชายวัยรุ่นที่ถูกกล่าวอ้างมาสอบสวน พร้อมกับให้แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ยืนยันว่าถูกข่มขืนกระทำชำเราจริงหรือไม่

ที่มา ข่าวสด


Friday, December 2, 2016

“เมืองคอน” อ่วมทั้งฝนและน้ำเหนือ ท่วมหนัก 9 อำเภอ ตายแล้ว 3 คน เตรียมประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ 7 อำเภอ


ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศโดยทั่วไปในวันที่ 3 ธันวาคม พบว่าฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศมืดครึ้ม ตามถนนในเขตตัวเมืองและรอบเมืองบางสายรถเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้ อาทิเช่น ถนนสาย 401 นครศรีธรรมราช-สุราษฎร์ธานี ช่วง อ.สิชล อ.ท่าศาลา บางช่วง โดยน้ำในคลองท่าทน องสิชลได้ล้นเอ่อไหลบ่าเข้าท่วมถนนตั้งแต่กลางดึกคืนที่ผ่านมา (2 ธันวาคม) ขณะที่ปริมาณน้ำในคลองกลาย ม.1 ต. นบพิตำ อ. นบพิตำ ระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากฝนตกตลอดทั้งคืนจึงทำให้มวลน้ำที่ลงมาจาก ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ มีปริมาณมากกำลังไหลลงมาทางตอนล่าง จะส่งผลให้พื้นที่ อ.พรหมคีรี อ.ท่าศาลา อ.สิชล มีน้ำท่วมฉับพลัน


นายชัยธวัศ ศิวบวร หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า พื้นที่ในความรับผิดชอบของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มี 3 สาขา สาขาสิชลได้รายงานพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย อ.ขนอม อ.สิชล อ.ท่าศาลา และ อ.นบพิตำ ส่วนสาขาที่ 2 องทุ่งใหญ่ ได้รับรายงานว่า พื้นที่ อ.ทุ่งสง และ อ.ร่อนพิบูลย์ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และ สาขา จ.นครศรีธรรมราช พื้นที่ได้รับผลกระทบในขณะนี้ คือ อ.จุฬาภรณ์ทั้งอำเภอ อ.ชะอวด อ.พระพรหม และ อ. เมือง ส่วนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วม 3 ราย เป็นเด็ก 1 คนที่ อ.จุฬาภรณ์ และ เป็นชาย 2 คนที่ อ.สิชล


สรุปรวมอำเภอที่ได้รับความเสียหาย 9 อำเภอ เตรียมประกาศเป็นอำเภอภัยพิบัติ 6 อำเภอ เบื้องต้นขณะนี้ อปท.ในพื้นที่ได้ให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ประสานกำลังกับทางกองทัพภาคที่ 4 เข้าให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทางจังหวัดเตรียมขอกำลังสนับสนุนจากกองทัพภาคที่ 4 เตรียมเข้าให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงาน ช่วงค่ำวันที่ 2 ธันวาคม นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยัง อ.จุฬาภรณ์ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ โดยได้นั่งรถบรรทุกยีเอ็มซีของหน่วยทหารปืนใหญ่ที่ 15 ไปยังพื้นที่ประสบภัย ขณะที่ฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่อง บางจุดระดับน้ำยังไหลเชี่ยวกราก พร้อมสั่งการให้นายอำเภอ และ อบต.รวมทั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านเข้าไปดูแลช่วยเหลือดูแลผู้ประสบภัยเบื้องต้น หากเกินกำลังของท้องถิ่นและอำเภอ ให้รายงานขอความช่วยเหลือไปยังจังหวัด

ขณะที่ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช น้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรตั้งแต่ช่วงค่ำที่ผ่านมา ส่งผลให้ตามตรอกซอกซอยต่างๆมีน้ำท่วมขัง และมีปริมาณสูงกว่า 50 เซนติเมตร นายมนัส พงษ์ยี่หล้า รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้ลงตรวจสอบพื้นที่ภายในเขตเทศบาล ติดตั้งป้ายจราจร เตรียมอพยพชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงมาอยู่ในที่ปลอดภัย รวมทั้งเร่งสูบน้ำออกจากคลองสายหลัก

นายมนัส กล่าว น้ำมาเร็วมาก แต่ทางเทศบาลได้เตรียมอุปกรณ์เครื่องมือไว้แล้ว ส่วนชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนขณะนี้ได้อพยพออกไปอยู่ในที่ปลอดภัย ซึ่งได้จัดเตรียมไว้ให้อยู่ในโรงเรียนเป็นการชั่วคราว พร้อมประสานขอกำลังไปยังหน่วยทหารกองทัพภาคที่ 4 ทันทีเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนออกจากพื้นที่

ที่มา matichon


มือปืนควบเก๋งกระหน่ำยิง 9 นัด แม่ค้าเครื่องสำอางดับต่อหน้าลูกชายวัย 11 ขวบ


เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 2 ธ.ค. พ.ต.อ.กิตติชัย สังขถาวร ผกก.สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รับแจ้งเหตุยิงกันตายที่หน้าบ้านเลขที่ 54 ซอยพลับอุทิศ ถนนราษฏร์อุทิศ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยพ.ต.ท.รณน สุระวิทย์ รองผกก.ป., พ.ต.ท.เอกรัฐ สวนแสน รองผกก.สส., ตำรวจชุดสืบสวน และแพทย์ร.พ.หาดใหญ่


ที่เกิดเหตุเป็นบ้านห้องแถวปลูกติดกันหลายคูหา บริเวณหน้าบ้านหลังดังกล่าว พบศพน.ส.วิวดา วรรณทวี อายุ 53 ปี เจ้าของบ้าน นอนหงายจมกองเลือด มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. เข้าที่ศีรษะและตามลำตัวรวม 9 นัด นอนเสียชีวิตอยู่ข้างรถจยย.ซูซูกิ สเต็ป สีดำ หมายเลขทะเบียน งกก 381 สงขลา นอกจากนี้ในที่เกิดเหตุยังพบปลอกกระสุนขนาด 9 ม.ม. จำนวน 9 ปลอก ตกอยู่ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายเครื่องสำอางอยู่ในตลาดกิมหยงหาดใหญ่ ก่อนเกิดเหตุหลังเลิกงานได้ขี่รถจยย.กลับบ้านพัก ขณะที่ยืนเรียกลูกชายให้เปิดประตูบ้าน ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนขับรถเก๋งสีดำ ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน มาจอดเทียบหน้าบ้านก่อนลดกระจกลงแล้วใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงใส่ผู้ตายจำนวน 9 นัด จนล้มลงกับพื้นเสียชีวิตคาที่ ต่อหน้าลูกชายวัย 11 ปี จากนั้นขับรถหลบหนีไป เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุได้ ต้องรอสอบปากคำผู้ใกล้ชิดและผู้ที่รู้จักคุ้นเคย รวมทั้งสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุและพยานแวดล้อม เพื่อรวบรวมไว้เป็นข้อมูลในการติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา ข่าวสด


Thursday, December 1, 2016

ภาพประวัติศาสตร์พสกนิกรไทย ทรงรับเป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 10


 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ภายหลังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวารถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และเสด็จฯ กลับเวลา 18.43 น.


ต่อมาเวลา 19.16 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ออก ณ ห้อง UPPER MAIN CR.M (ห้อง วปร.) พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ


สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ประทับยืนหน้าพระที่นั่งกง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กราบบังคมทูลอัญเชิญพระรัชทายาท เสด็จขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ สืบราชสันตติวงศ์


“โดยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15.52 น. โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 มาตรา 2 วรรค 2 ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 23 วรรค 1 ได้บัญญัติเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ว่า ในกรณีที่ราชบัลลังค์ว่างลง และกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2461 แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบและให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป และให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้แจ้งให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทราบ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2559 ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทไว้ตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467แล้ว


ข้าพระพุทธเจ้าได้ดำเนินการเรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อรับทราบในคราวประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 76/2559 เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2559 และสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้รับทราบการแต่งตั้งพระรัชทายาทแล้ว


ข้าพระพุทธเจ้าประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่ประธานรัฐสภาในนามของปวงชนชาวไทยจึงขอพระราชทานอัญเชิญใต้ฝ่าละอองพระบาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์สืบไป เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 มาตรา 2 วรรค 2 ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 23 วรรค 1 ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559”

ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ ว่า “ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาและกล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

จากนั้นเสด็จฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ไปประทับราบ ณ พระสุจหนี่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงกราบถวายบังคม ทรงเปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ ทรงกราบราบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นทรงมีพระราชปฏิสันถารกับคณะผู้มาเฝ้าฯ เสด็จฯ ขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ได้ทำการถ่ายทอดสดพร้อมกันทุกสถานีไปทั่วประเทศ ในเวลา 22.05 น. เพื่อให้ประชาชนได้รับชมพิธีมหามงคลครั้งนี้

ภายหลังเสร็จสิ้นการกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จขึ้นทรงราชย์แล้ว โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และเพลงสรรเสริญพระบารมี

ที่มา matichon


Wednesday, November 30, 2016

ตอนบนอากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง1-3องศา ‘กทม.-ปริมณฑล’ เช้านี้เย็นสุด22-23องศา

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2559

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็น และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียสในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อุณหภูมิจะลดลงเล็กน้อย ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงในระยะนี้ ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง และสตูล ขอให้ประชาชนในจังหวัดดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง


ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นลง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา กับมีลมแรง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลาง ที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ตอนล่างจะเคลื่อนผ่านประเทศมาเลเซียและภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังแรงโดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.
ภาคเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา
อุณหภูมิต่ำสุด 17-20 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-10 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศา กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 15-20 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-12 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศา
อุณหภูมิต่ำสุด 19-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศา
อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
และมีฝนตกหนักถึงหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และปัตตานี
อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่
และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็นในตอนเช้าและกลางคืน อุณหภูมิจะลดลงเล็กน้อย
อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ที่มา matichon


เดินหน้าเปิดจ้างคนไทย ให้ค่าจ้างถึงวันละ 400 แก้ปัญหาแรงงานภาคประมงขาดแคลน


วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมประมงจังหวัดสมุทรสงครามและนายกสมาคมเรือประมงลากคู่สมุทรสงคราม กล่าวว่าเนื่องจากขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีประกาศเปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวใหม่ ทำให้ผู้ประกอบการเรือประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม  ซึ่งมีเรือประมงกว่า   2,000 ลำ เกรงว่าจะขาดแคลนแรงงาน อีกทั้งปัจจุบันแรงงานต่างด้าวสัญชาติ เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชาที่ลงเรือประมงส่วนใหญ่มักจะหนีงาน ไม่มีความรับผิดชอบ แม้จะรับเงินค่าจ้างไปแล้วก็ตาม


“ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ตนมีแนวคิดที่จะจ้างแรงงานไทยไปลงเรือประมง โดยให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 400 บาทซึ่งสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 500 บาทและ 600 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับฝีมือของแรงงานคนดังกล่าวซึ่งขณะนี้ได้หารือกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการให้กับแรงงานไทยเหล่านี้เช่นเรื่องที่พักอาศัยและการให้ความรู้ก่อนจะลงเรือประมงเป็นต้น” นายมงคล กล่าว

นางอัธยา อ่ำหนองโพ จัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่าการจะนำแรงงานไทยมาทำอาชีพประมงทดแทนแรงงานต่างด้าวที่กำลังขาดแคลนอยู่ขณะนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะนอกจากแรงงานไทยจะได้อัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเป็น 400 บาทต่อวันแล้ว ยังทำให้คนไทยที่ว่างงานมีงานทำ โดยไม่ต้องมีวิชาความรู้มากมาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องที่พักอาศัยและการประสานงานเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน ซึ่งแรงงานไทยท่านใดสนใจ ทางสำนักงานจัดหางานจังหวัดมีความยินดีที่จะจัดรถไปรับแรงงานไทยถึงที่ ผู้สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม โทรศัพท์034-714342ในวันและเวลาราชการ

ที่มา matichon


Monday, November 28, 2016

สนช.มีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 พ.ย. ที่รัฐสภา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เรียกประชุมสมาชิกสนช. เป็นพิเศษ โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ได้แจ้งระเบียบวาระในที่ประชุม ว่า การดำเนินการตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวังเรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต


 บัดนี้นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร.0503/44549 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 แจ้งเรื่องการสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 แจ้งว่า บัดนี้ ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์ ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467

คณะรัฐมนตรีจึงขอแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ ให้ประธานรัฐสภาแจ้งในที่ประชุมรัฐสภา จากนั้นให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป ตามที่ ที่ประชุมสนช. ทำหน้าที่รัฐสภา ได้รับแจ้งมติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว นำความกราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระบรมฯ ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประชาชนชาวไทยสืบไป

ที่มา ข่าวสด


ตร.ขอนแก่นแจงคลิปว่อน ฝรั่งโดนใบสั่งจยย.ท่อดัง ย้ำชัดดัดแปลงสภาพ


ตำรวจขอนแก่นแจงหลังถูกชาวเน็ตแห่วิจารณ์แชร์คลิปฝรั่งถูกตำรวจจราจรจับข้อหาท่อไอเสียดัง ย้ำชัดตรวจสอบแล้วเป็นท่อที่ดัดแปลงสภาพ ขณะที่เจ้าตัวรับสารภาพและจ่ายค่าปรับ พร้อมเร่งประสานกคนโพสต์มาพูดคุย หากพบว่าเป็นสร้างความเสียหายแก่องค์กรต้องแจ้งข้อกล่าวหาตามความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์


จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Farang BaanNok (ฝรั่งบ้านนอก) โพสต์คลิปวีดีโอและระบุข้อความว่า “อยู่ในเมืองวันแรก…ตำรวจหากินเงิน 1,000 บาท เฉยเพราะเห็นว่าเป็นฝรั่ง ใบขับขี่ก็มีอะไรก็มีหมดผมทำถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยแชร์กันไปครับผม” โดยในคลิปบอกว่า ท่อไอเสียมาจากร้านไม่มีการดัดแปลง ทำให้ชาวเน็ตต่างพากันแชร์คลิปกันเป็นจำนวนมาก และวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เป็นการหาผลประโยชน์ มากกว่าการปฏิบัติหน้าที่

สำหรับความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 พ.ย. ที่สภ.เมืองขอนแก่น พ.ต.อ.นพดล เพ็ชร์สุทธิ์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10.00น. วันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองขอนแก่น ได้ตั้งจุดตรวจความมั่นคงและกวดขันวินัยจราจร บริเวณตู้ยามมิตรภาพ ถ.มิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น และพบชายชาวต่างชาติขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่มีลักษณะท่อเสียงดังและไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานจึงเรียกตรวจและขอดูใบอนุญาตขับขี่ เจ้าของรถได้แสดงใบอนุญาตขับขี่ ทราบชื่อ คือนายกิตติศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ก่อนทำการแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า ใช้รถท่อไอเสียไม่มีเครื่องระงับเสียง และนำรถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมาใช้ในทาง


“ต่อมามีคลิปดังกล่าวเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบไปยังร้านที่ขายรถจักรยานยนต์รุ่นนี้แล้ว พบว่าท่อไอเสียของทางร้านกับนายกิตติศักดิ์เป็นคนละแบบ โดยของนายกิตติศักดิ์นำท่ออื่นมาใส่ ซึ่งมีเสียงดังเกินที่กฎหมายกำหนด คือต้องไม่เกิน 95 เดซิเบล ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรนำเครื่องวัดมาวัด แต่นายกิตติศักดิ์รับสารภาพว่าดังจริง และยอมเสียค่าปรับ ตามความผิด พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 5(2) และตาม พ.ร.บ.จราจร 2522 มาตรา 7 ซึ่งต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท โดยผู้ขับขี่ได้สารภาพและยินยอมชำระค่าปรับเป็นจำนวนเงิน 1,000 บาท” พ.ต.อ.นพดล กล่าว

ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้กลุ่มงานจราจรสภ.เมืองขอนแก่น เชิญผู้ที่โพสต์คลิปดังกล่าวมาพูดคุยทำความเข้าใจ เพื่อทำการแก้ไขและหากไม่ยินยอม และยังสร้างความเสียหายให้กับองค์กร ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการแจ้งข้อหาตามความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจถึงกฎหมาย และกฎระเบียบ ที่ต้องทำให้ถูกต้องในภาพรวมทั้งหมด

ที่มา ข่าวสด

Saturday, November 26, 2016

สุดสลด!หนุ่มหึงเมียหางเครื่อง ยิงลูกวัย 1 ขวบดับ ก่อนจ่อขมับยิงตัวตาม


เมื่อเวลา 00.05 น.วันที่ 27 พ.ย. ร.ต.ท.วัชพงศ์ จำนงอุดม ร้อยเวรสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี รับแจ้งมีเหตุยิงกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย ที่เกิดเหตุเป็นบ้านคอนกรีตชั้นเดียวในอ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ ชัยรักษา ผกก.สภ.กบินทร์บุรี และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนรุดไปตรวจสอบ


ที่เกิดเหตุบริเวณภายในบ้านพบว่าบนที่นอนมีกองเลือดจำนวนมาก พร้อมด้วยอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ จำนวน 1 กระบอก ปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม.จำนวน 3 ปลอก และกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวน 1 นัด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนคนเจ็บเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสัจจพุทธธรรมกบินทร์บุรี นำตัวส่งรพ.นาดี ไปก่อนหน้านั้นทราบชื่อคือนายเอ (นามสมมติ) อายุ 19 ปี มีบาดแผลถูกยิงเข้าที่บริเวณซ้ายทอยซ้ายทะลุทะขมับด้านขวามันสมองไหล อาการสาหัส และด.ญ.อายุ 1 ขวบ 8 เดือน ถูกยิงเข้าบริเวณเบ้าตาขวาทะลุด้านหลังเสียชีวิตระหว่างนำส่งรพ.


สอบถาม น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ภรรยา เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุนายเอออกไปดื่มสุรานอกบ้าน ตนอยู่บ้านกับลูกสาวตามลำพัง จากนั้นนายเอกลับมาบ้านพร้อมด้วยอาการมึนเมา จากนั้นนายเอพยายามจะหาเรื่องพูดแต่เรื่องเก่าๆ คือทั้งสองคนเคยมีสามีภรรยามาก่อน ต่อมานายเอได้หยิบปืนออกมาขู่ ด้วยความกลัวตนจึงหนีออกจากบ้านไปอยู่บ้านข้างเคียง

จากนั้นนายเอก็เรียกตนให้มาหา ด้วยความกลัวจึงไม่กล้ากลับเข้าไป นายเอยังบอกอีกว่าถ้าไม่กลับจะยิงลูก จากนั้นนายเอก็ยิงปืนขู่ขึ้นฟ้า 1 นัด ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านจากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด พอสิ้นเสียงปืนตนจึงเข้าไปดู พบว่านายเอใช้อาวุธปืนยิงลูกตัวเอง และยิงตัวเองตามนอนจมกองเลือดอยู่บนที่นอนดังกล่าว

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ทั้งสองคนอยู่กินกันมานาน 3 ปี จนมีลูกสาว 1 คน ส่วนนายเอเป็นหนุ่มโรงงาน ส่วนน.ส.บีมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ส่วนสาเหตุน่าจะเกิดจากความหึงหวงเพราะก่อนหน้านั้น น.ส.บีเคยเป็นหางเครื่องวงดนตรีเล่นตามงานทั่วไป ด้วยความที่มีหน้าตาดีจึงมีหนุ่มมาติดพันเป็นจำนวนมาก จึงทำให้นายเอเกิดความหึงหวง และมักจะเกิดการทะเลาะวิวาทกันบ่อยครั้ง จนกระทั่งมาก่อเหตุให้อาวุธปืนยิงลูกสาวตัวเองจนเสีย และมายิงตัวเองจนบาดเจ็บสาหัสดังกล่าว

ที่มา ข่าวสด


จับ 4 วัยรุ่นแก๊งโจรหื่น! ดักปล้นมือถือสาววัย 18 ก่อนใช้มีดจี้ลากเหยื่อไปรุมโทรมซ้ำ


วันที่ 26 พ.ย. เวลา 9.40 น. ที่บริเวณริมบึง หนองตะพอง ทางเข้าสำนักสงฆ์เกาะผาสุกพื้นที่ ม.1 ต.มะขาม อ.มะขาม จ.จันทบุรี พล.ต.ต.จรัล จิตเจือจุน ผบก.ภ.จว.จันทบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ประเสริฐสุข เฮงสุวรรณ ผกก.สภ.มะขาม นำกำลังตำรวจชุดสืบสวนควบคุมตัว นายชาญชัย หรือ ตง  อายุ 19 ปี , นายสุทัศน์ หรือ เฉิน   อายุ 19 ปี, นายศรัณชัย หรือ หมี   อายุ 19 ปี และ นายวรพล หรือ วี   อายุ 19 ปี (ทั้งหมดสงวนนามสกุล) ทั้งหมดเป็นชาว อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ในลักษณะโทรมหญิง และชิงทรัพย์ มาแถลงผลการจับกุม และทำแผนประกอบคำรับสารภาพ


พ.ต.อ.ประเสริฐสุข เฮงสุวรรณ ผกก.สภ.มะขาม เปิดเผยว่า ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2559 น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี พร้อมผู้ปกครอง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อทาง ร.ต.อ.ปราโมทย์ คงนันทะ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรมะขาม  ว่าเมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. วันเดียวกัน ขณะขี่ รถจักรยานยนต์ มาตามถนนสายริมหนองตะพอง เพื่อเดินทางกลับบ้านที่ ต.ฉมัน อ.มะขาม จ.จันทบุรี ระหว่างที่จอดรถกลางสะพานเพื่อรับโทรศัพท์ ได้มีคนร้ายเบื้องต้นเป็นชายวัยรุ่น 4 คน ก่อเหตุ ขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน ตามหลังเข้ามาปาดหน้า และยึดเอากุญแจรถไป จากนั้นได้ใช้อาวุธมีดจี้บังคับ พาตัว น.ส.เอ มาบริเวณถนนลูกรังริมบึง ทางเข้าสำนักสงฆ์เกาะผาสุก ซึ่งเป็นที่เปลี่ยว แล้วบังคับเอาทรัพย์สินเป็นโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง บัตรเอทีเอ็ม พร้อมขู่บังคับให้บอกรหัส  ต่อมา 3 ใน 4 คนร้าย ประกอบด้วย นายชาญชัย หรือ ตง, นายสุทัศน์ หรือ เฉิน,นาย ศรัณชัย หรือ หมี  ได้บังคับให้ น.ส.เอ ถอดเสื้อผ้า ก่อนจะผลัดกันลงมือข่มขืน จนสำเร็จความใคร่โดยมี นายวรพล หรือ วี  คอยถืออาวุธมีด ยืนคุมบังคับอยู่ใกล้ๆ โดยไม่ได้ร่วมข่มขืน จากนั้นผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ได้พากันขี่รถหลบหนี ไป โดยได้นำเอารถจักรยานยนต์ ของ น.ส.เอ ไปด้วย


หลังได้รับแจ้ง พ.ต.อ.ประเสริฐสุข เฮงสุวรรณ ผกก.สภ.มะขาม ได้สั่งการให้พ.ต.ท.จิราเจตย์ ชิตพลู รอง ผกก.สืบสวน  สภ.มะขาม นำกำลังตำรวจสืบสวน ลงพื้นที่หาข่าวติดตามหาตัวคนร้าย  จนสามารถสืบทราบว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 คน เป็นผู้ร่วมกันก่อเหตุ จึงได้ขอหมายศาล จ.จันทบุรี ติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด ได้ที่บ้านพักในพื้นที่ อำเภอท่าใหม่ พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ 4 คัน พาหนะที่ใช้ในการก่อเหตุ และรถของผู้เสียหาย , อาวุธมีดดาบยาวประมาณ 2 ฟุต ,โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายอีก 1ใบ ทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวน ผู้ต้อหาทั้ง 4 คนให้การรับสารภาพว่า ร่วมกันกระทำการตามที่ถูกกล่าวหาจริง และเคยก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว 3 ครั้ง จากการตรวจสอบประวัติ ยังพบว่า นายชาญชัย หรือ ตง ,นายสุทัศน์ หรือ เฉิน เคยต้องโทษในคดีร่วมกันโทรมหญิง และขณะนี้ยังต้องเข้ารายงานตัวที่สถานพินิจ จ.ระยอง ทุก 15 วันส่วน

นายศรัณชัย หรือ หมี และ นายวรพล หรือ วี เคยต้องโทษในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดหลังการสอบสวน พร้อมทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ได้แจ้งข้อหา ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็นด้วยประการใดๆ โดยกำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยใช้อาวุธ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ โดยใช้ยานพาหนะ หรือรับของโจร จากนั้นได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้ง4 ราย ส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา ข่าวสด


Tuesday, November 22, 2016

สาวอบจ.พังงา เสียชีวิตคาบ้านพัก “สามี”เผยกินด้วงสาคูแพ้ท้องเสีย-ผื่นขึ้น เพิ่งออกจากรพ.


เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 22 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับแจ้งจากนายบำรุง ปิยนามวาณิช นายก อบจ.พังงา ว่าช่วงเย็น นางอุมาพร ชูไพ อายุ 39 ปีผู้ช่วยนักประชาสัมพันธ์ อบจ.พังงา ได้เสียชีวิตอยู่ที่บ้านพักเจ้าหน้าที่ อบจ.พังงา ซอยดับเพลิง 2 ต.ท้ายช้าง อ.เมืองพังงา หลังจากที่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลพังงาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ด้วยสาเหตุอาหารเป็นพิษ เนื่องจากรับประทานตัวด้วงสาคูเข้าไป จนเกิดอาการแพ้เป็นอย่างมาก และได้ออกจากโรงพยาบาลมาพักผ่อนต่อที่บ้านพักเมื่อเที่ยงวันที่ 21 พฤศจิกายน โดยนายจิระวิน ชูไพ อายุ 40 ปี อาจารย์โรงเรียนอนุบาลพังงา สามีได้มาพบเมื่อเวลาประมาณ 16-45 น. จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลพังงาทันที


นายจิระวิน ชูไพ กล่าวว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตนเองและผู้ตายได้กลับมาจากเยี่ยมญาติบ้านที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยก่อนกลับผู้ตายได้กินตัวด้วงสาคู พร้อมกับแม่และหลานๆ ซึ่งผู้ตายได้กินประมาณ 10 ตัว ก่อนจะกลับมาจังหวัดพังงา ในระหว่างทางนั้น ผู้ตายได้เกิดอาการแพ้ ท้องเสีย มีผื่นขึ้นตามแขนและลำตัว จึงรีบส่งเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลพังงา และได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อเที่ยงวันจันทร์ที่ผ่านมา และผู้ตายก็มีอาการเป็นปกติดีแต่มีอาการเพลียๆ และพักผ่อนอยู่ที่บ้าน โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ตนเองก็ได้พาไปใส่บาตรด้วยกัน และในตอนเที่ยงก็กลับมากินอาหารด้วยกัน ซึ่งผู้ตายก็มีอาการเป็นปกติดี และในเวลา 16.30 น.ตนเองได้โทรหาเพื่อจะบอกว่าจะรีบกลับมาดูฟุตบอลด้วยกัน แต่ก็ไม่รับสายถึง 5 สาย ตนเองก็รีบกลับบ้านพักทันที ก็พบว่าภรรยานอนเสียชีวิตอยู่บนเก้าอี้ จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ด้านนายแพทย์ ธรางกูร ธนูกฤต รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพังงา กล่าวว่าการชันสูตรเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเสียชีวิตโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ส่วนในเรื่องของการแพ้ตัวด้วงสาคูนั้น ไม่เกี่ยวกับการเสียชีวิตในวันนี้ แต่ถ้าต้องการจะหาสาเหตุการตายอย่างละเอียดก็ต้องส่งศพไปผ่าสูจน์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ที่มา matichon


สุดสลด!! ลำเลียงศพขึ้นจากเหว ดับทะลุ 18 ศพ ซากรถทัวร์ทับร่างไร้วิญญาณ สาหัสอีก 20


เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ผู้สื่อข่าวอุตรดิตถ์ รายงานยอดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตกรณีเหตุรถทัวร์โดยสาร 999 หมายเลขรถ 32-1488 ซึ่งเป็นรถจ้างเหมา นำคณะผู้เกษียณอายุของบริษัทเทเลคอม จำกัด จากกรุงเทพฯ พร้อมผู้โดยสาร จำนวนทั้งสิ้น 38 คน ไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวและวัดต่างๆ ในพื้นที่ จ.น่าน และ จ.แพร่ โดยพักค้างคืนที่จังหวัดแพร่ ก่อนเดินทางกลับยังกรุงเทพมหานคร โดยสารผ่านเส้นทางถนนสายเอเชียที่ 11 เด่นชัย-พิษณุโลก และเกิดอุบัติเหตุที่บริเวณเขาพลึง ซึ่งเป็นเส้นทางโค้งและลงเขาสลับกันยาวตลอด 3 กิโลเมตร


โดยรถทัวร์ได้วิ่งชนเข้าที่บริเวณแท่งแบริเออร์เกาะกลางถนน ก่อนรถจะเสียหลักวิ่งตกลงเขาที่มีความลึกกว่า 100 เมตร จนเป็นให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 20 ราย ผู้เสียชีวิต 8 ราย และอยู่ระหว่างการค้นหาร่างอีก 10 ราย คาดว่าถูกรถทัวร์ทับอยู่ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารและกู้ภัยช่วยกันตรวจสอบพื้นที่อุบัตเหตุในบริเวณด้านล่างของหุบเหว เพื่อช่วยเหลือผู้ที่รอดชีวิตในครั้งนี้


สำหรับผู้เสียชีวิตประกอบด้วย 1.นางวิจิตรา มธุรสภาษณ์ 2.นายเฉลิม วรทิศ 3.นายประหยัด คล้ายพันธ์ 4.นางจิตราภรณ์ อติชาตนันท์ 5.นายวรดล ขวัญเริงใจ 6.นายกวินทร์ ธาดากิจวรกุล และอีก 2 คนเป็นหญิงไม่ทราบชื่อ-นามสกุล

ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ สั่งการให้มีการตั้งศูนย์รับการช่วยเหลือและจุดประสานญาติที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ โดยญาติผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์


ขอบคุณภาพจากเพจเฟซบุ๊กสมาคมกู้ภัยวัดหมอนไม้ จ.อุตรดิตถ์

ที่มา ข่าวสด


สุดสะเทือนใจ!! แม่ขุดหลุมอุ้มลูกไปฝัง ตร.ตามช่วย พบทารกนอนแน่นิ่ง จับตัวดู-เด็กร้องจ้า


แม่ใจร้าย ขุดหลุมที่บ่อขยะ นำทารกน้อยเพศหญิงวัยเพียง 5 วัน ไปทิ้ง แล้วกุข่าวแจ้งความตำรวจว่ามีชายชุดแดงเข้าขโมยลูกสาวในโรงพยาบาล แต่ตำรวจรู้ทัน เค้นสอบนาน 5 ชั่วโมง สารภาพนำไปทิ้งแล้วเอาเศษใบไม้กลบหวังให้มีคนมาพบหรือเด็กตายไปเอง


เวลา 13.30 น. วันที่ 22 พ.ย. ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ พล.ต.ต.จตุพล ปานรักษา รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 , พ.ต.อ.มนตรี จรัลพงศ์ รักษาราชการผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ พ.ต.อ.ทินณะรัตน์ เพช็รพันธ์ศรี รองผู้บังคับการตำตรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ และ พ.ต.อ.สุเทพ ชนะสิทธิ์ ผกก.สภ.กมลาไสย ร่วมกันสอบปากคำ น.ส.วรินทร์นิภา (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี อยู่หมู่ที่ 6 ต.ร่องคำ อ.ร่องคำ จ.กาฬสินธุ์ ผู้ต้องหาพยายามฆ่าผู้อื่น ภายหลังได้ก่อเหตุพยายามฆ่า ด.ญ.บี (นามสมมติ) บุตรสาวของตนเอง ด้วยการนำไปทิ้งหลังโรงพยาบาลกมลาไสย ตรงบ่อขยะด้วยการขุดหลุมวางไว้บนกองดินแล้วเอาเศษใบไม้กลบ แต่โชคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถช่วยเหลือได้เสียก่อน


พล.ต.ต.จตุพล ปานรักษา รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญ โดยทราบว่า ด.ญ.บี ซึ่งเป็นบุตรของผู้ต้องหา คือ น.ส.วรินทร์นิภา ได้ฝากท้องแล้วคลอดที่โรงพยาบาลกมลาไสย เมื่อวันที่ 18 พ.ย. จนเมื่อวันที่ 21 พ.ย. เวลา 18.10 น. พนักงานสอบสวน สภ.กมลาไสย ได้รับแจ้งเหตุจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ว่า น.ส.วรินทร์นิภา ผู้ต้องหา ได้แจ้งว่า มีชายชุดแดงขโมยลูกไป โดยอ้างว่าตนเอง กำลังจะเข้าห้องน้ำ แล้วได้ฝากชายชุดแดงให้อุ้มลูกเอาไว้ แต่ภายหลังจากที่ออกมาจากห้องน้ำปรากฏว่าลูกสาวได้หายไปพร้อมชายชุดแดง จึงได้แจ้งตำรวจ

“แต่ภายหลังจากทำการสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจพบพิรุธหลายอย่าง จึงได้เค้นสอบถาม สุดท้าย น.ส.วรินทร์นิภา ผู้ต้องหา จึงยอมเปิดปากว่า ได้นำบุตรสาวของตนเองที่เพิ่งคลอดได้ 5 วัน นำไปทิ้งไว้ที่บริเวณบ่อขยะหลังโรงพยาบาลกมลาไสย จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าไปตรวจสอบ ก็พบว่า มีเด็กทารกถูกนำไปทิ้งจริง โดยพบว่ามีเศษใบไม้ขนาดใหญ่คลุมร่างทารกน้อยอยู่ แต่เด็กนอนนิ่งและเริ่มมีมดแดงขึ้น แต่เมื่อไปจับตัวดูปรากฏว่าเด็กร้อง จึงได้ช่วยชีวิตไว้ทัน” พล.ต.ต.จตุพล กล่าว

พล.ต.ต.จตุพล กล่าวต่อว่า จากการสอบถาม ผู้ต้องหาฆ่าเด็กไม่ลง แต่เนื่องจากมีปัญหาครอบครัว เพราะมีสามีเป็นชาวอินเดีย และได้มีการพูดคุยกัน โดยสามีไม่ต้องการจะมีบุตร จึงได้คิดที่จะนำเด็กไปทิ้ง ซึ่งหากโชคไม่ดี เด็กคงเสียชีวิต แต่ในกรณีนี้ถือว่าโชคดีที่เด็กรอดอย่างปาฏิหาริย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กมลาไสย ได้แจ้งข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้าน น.ส.วรินทร์นิภา ผู้ต้องหา กล่าวว่า ตนมีสามีเป็นชาวอินเดียและมีลูกอยู่แล้ว 1 คนเป็นชายที่ยังเรียนหนังสือชั้นอนุบาล จนมาตั้งครรภ์อีกครั้งและได้ลูกผู้หญิง แต่สามีไม่ต้องการจะมีบุตร อีกทั้งสามีก็อยู่ที่ประเทศอินเดีย จะกลับมาอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ตนไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้นำลูกสาวไปทิ้ง ซึ่งก็รู้สึกเสียใจที่ได้ทำลงไป และขอชดใช้กรรม ซึ่งหากพ้นโทษมาก็พร้อมที่จะเลี้ยงลูกโดยไม่ทอดทิ้งขอให้สังคมเมตตาด้วย

อย่างไรก็ตามภายหลังสอบปากคำ พล.ต.ต.จตุพล ปานรักษา รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 , พ.ต.อ.มนตรี จรัลพงศ์ รักษาราชการผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ และ พ.ต.อ.สุเทพ ชนะสิทธิ์ ผกก.สภ.กมลาไสย ได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ โดยเข้าเยี่ยม ด.ญ.บี ซึ่งทีมแพทย์โรงพยาบาล นำโดย นายอุดร ผิวขาว รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และทีมแพทย์ตรวจเด็กแล้ว ปรากฏว่าสุขภาพของเด็กปลอดภัย พ้นขีดอันตราย แต่ยังคงต้องเฝ้ารอดูอาการ โดย รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ได้มอบเงินและผ้าอ้อมให้ทางโรงพยาบาลไว้ โดยตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ จะเข้ามาดูแล พร้อมกับเหล่ากาชาดจังหวัดที่จะเข้ามาทำการสงเคราะห์เด็กหญิงรายนี้ต่อไป

ที่มา ข่าวสด


Sunday, November 20, 2016

ฮือฮา! เจ้าบ่าวทอมวิวาห์เจ้าสาวนะยะ เผยเฟซบุ๊กสื่อรัก-ประกาศเร่งปั๊มลูก


เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 20 พ.ย. ที่หอประชุมเทศบาลตำบลท่าจีน อ.เมือง จ.สมุทรสาคร มีงานวิวาห์สุดฮือฮากับคู่ของเจ้าบ่าวที่เป็นหญิงหล่อกับเจ้าสาวที่เป็นสาวประเภทสอง


โดยเจ้าสาวมีชื่อว่า นายอิสริยา นิ่มแย้ม หรือกิ่งไผ่ อายุ 34 ปี แม่ค้าขายดอกไม้ ขณะที่เจ้าบ่าวคือ น.ส.เกษณีย์ คูณรักษ์ หรือมุ้งมิ้ง อายุ 25 ปี พนักงานบริษัท ทั้งสองคนคบกันมานาน 3 ปีกว่า ท่ามกลางบรรยากาศงานแต่งที่ชื่นมื่น ทั้งญาติสนิท มิตรสหาย และแขกผู้เกียรติมาแสดงความยินดีกันพร้อมหน้า โดยเพื่อนๆเจ้าบ่าวเจ้าสาวต่างจัดเต็มเครื่องแต่งกาย และยังจัดแสดงคาบาเร่ต์โชว์ สร้างสีสันให้กับงานด้วย ขณะที่คู่บ่าวสาวก็แสดงความรักด้วยการจูบและหอมแก้มกันอย่างน่ารัก


ด้าน กิ่งไผ่-มุ้งมิ้ง เจ้าบ่าวเจ้าสาว ร่วมกันเผยว่า รู้จักกันทางเฟซบุ๊กแล้วพูดคุยกันเรื่อยมาจนกลายเป็นความรัก ความผูกพัน และความเข้าใจกัน กระทั่งเมื่อ 3 ปีที่แล้วตัดสินใจไปจดทะเบียนสมรส จากนั้นรอช่วงจังหวะเหมาะสมจัดงานมงคลสมรสขึ้นในวันนี้ โดยเมื่อช่วงเช้า กิ่งไผ่ ซึ่งเป็นสาวประเภทสองก็พร้อมด้วยพ่อแม่และญาติสนิทได้ยกขบวนขันหมากออกเดินทางไปที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบ้านของมุ้งมิ้ง สาวทอมเจ้าบ่าว เพื่อทำพิธีสู่ขอ ตอนเย็นก็จัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสที่ จ.สมุทรสาคร

“ความรักนั้นไม่แบ่งแยกเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเกิดเป็นเพศไหนก็รักกันได้ ขอเพียงเข้าใจกัน รักกันจากใจจริงๆ หากมีเรื่องกันก็ต้องอภัยให้กัน แล้วชีวิตคู่ทุกคู่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด เพศใด ก็มีความสุขตลอดไป สำหรับการใช้ชีวิตคู่ของเรานั้นก็เหมือนคนปกติทั่วไป ตั้งใจอยากจะมีโซ่ทองคล้องใจสักคน เพื่อมาเติมเต็มชีวิตครอบครัวให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องดูความพร้อมของร่างกายด้วย”

ที่มา ข่าวสด


Saturday, November 19, 2016

สุดสลด!! พ่อแม่ลูกสาววัยน่ารัก ดับสลด 4 ศพทั้งครอบครัว เก๋งชนกระบะยับคาถนน


วันที่ 20 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.00 น วันที่ 19 พ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถเก๋งชนกับรถกระบะ เหตุเกิดบนถนนสาย 115 กำแพงเพชร-พิจิตร บริเวณบ้านดงกระทิง หมู่ 5 ตำบลหนองไม้กอง อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร จึงพร้อมอาสาสมัครกู้ภัยสว่างกำแพงเพชรธรรมสถาน และหน่วยกู้ภัยป่อเต็กตึ๊งพิจิตร ไปตรวจสอบ


ที่เกิดเหตุ พบคนขับรถกระบะ ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ส่วนผู้ที่มากับรถเก๋งเสียชีวิตทั้งหมดในที่เกิดเหตุ จำนวน 4 ราย ทราบชื่อ คือ นายไพโรจน์ สุขสำราญ สามี อายุ 53 ปี นักวิชาการพัสดุชำนาญการ โรงพยาบาลกำแพงเพชร นางวาสิตา สุขสำราญ ภรรยา อายุ 53 ปี เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลกำแพงเพชร เด็กหญิงต้นหยก และ เด็กหญิงต้นส้ม บุตรสาว อายุ 11 ขวบ และ 9 ขวบ ตามลำดับ กำลังเรียนชั้น ป.4 และ ป.2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร เสียชีวิตติดอยู่ในยานพาหนะทั้งหมด โดยรถสภาพพังยับเยิน หน่วยกู้ภัยสว่างกำแพงเพชรจึงนำอุปกรณ์ตัดถ่างดำเนินการนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากซากรถคันดังกล่าว และเคลื่อนย้ายนำผู้เสียชีวิตส่งนิติเวชโรงพยาบาลไทรงามต่อไป


ส่วนสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะทำการสืบสวนสอบสวนต่อไป โดยศพครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายถูกนำไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดบางเมืองกำแพงเพชร โดยจะทำพิธีรดน้ำศพในเวลา 10.00 น. วันนี้ ขณะที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกสลดของญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และผู้พบเห็น

ที่มา ข่าวสด


กด Like เพื่อร่วมติดตามข่าวใหม่ๆก่อนใคร

Advertisement

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด

Flag Counter

Powered by Blogger.

กด Like = 1 กำลังใจ
กดพื้นที่ว่างหรือกากบาทด้านล่างเพื่ออ่านข่าว

Powered By | Blog Gadgets